ท่องเที่ยว”สงกรานต์”สุขใจ…อุทยานปลอดเหล้า

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ห้ามนำเหล้าเข้าอุทยาน จำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท


สสส.-สคล.ผนึกกรมอุทยาน แห่งชาติฯ รณรงค์ “ท่องเที่ยวสุขใจ…อุทยานปลอดเหล้า”  ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์  หวังปรามขาเมาแห่เที่ยวเอาเหล้าเข้ามาดื่มในอุทยาน พร้อมตีปี๊บ มาตรการห้ามดื่ม-ห้ามขาย ในอุทยานทั่วประเทศ  ด้าน “อธิบดีสุนันต์” ย้ำแหกกฎ โทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ห่วงขยะ ปัญหาน้ำเสีย หลังเทศกาล

วันนี้ (8 เม.ย.) ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุนันต์  อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นประธานเปิดแถลงข่าวรณรงค์ “ท่องเที่ยวสุขใจ…อุทยานปลอดเหล้า” จัดโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำนักงานงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)

นายสุนันต์ กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการทำให้อุทยานปลอดเหล้า เพราะนอกจากจะส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพักผ่อน ยังทำให้การจัดการภายในอุทยานแห่งชาติทั้ง 148 แห่ง แบ่งเป็นอุทยานแห่งชาติทางบก 122 แห่ง อุทยานแห่งชาติทางทะเล 26 แห่ง มีความเรียบร้อยเป็นอย่างดี ทั้งนี้ยังลดจำนวนขยะ ลดความคึกคะนองที่อาจทำให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และลดการรบกวนสัตว์  ซึ่งขณะนี้เห็นได้ว่าประชาชนสนใจการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติมากขึ้น โดยสถิติจำนวนนักท่องเที่ยว 3 ปีย้อนหลัง ปี 2551 จำนวน 10.8 ล้านคน ปี 2552 จำนวน 11.2 ล้านคน ปี 2553 จำนวน 10.4 ล้านคน ขณะที่รายได้รวม 3 ปีย้อนหลัง สามารถเก็บได้กว่า 1,473 ล้านบาท ส่วนปัญหาที่พบมากที่สุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ คือ จะมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้อย่างทั่ว ถึง รวมถึงปัญหาขยะและน้ำเสียก็จะมีมากขึ้นด้วย

นายสุนันต์   กล่าวว่า  ภาพรวมตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาในการดำเนินมาตรการห้ามนำเหล้าเข้าอุทยานแห่งชาติ ถือว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะอุทยานแห่งชาติพื้นที่ต่างๆ จะมีการทำป้ายประชาสัมพันธ์ เพื่อรณรงค์ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยว ซึ่งลดปัญหาการทะเลาะวิวาท เสียงดังโวยวาย และปัญหาอาชญากรรม  ซึ่งเป็นผลดีกับตัวนักท่องเที่ยวเองด้วย   แต่หากมีนักท่องเที่ยวนำเหล้าเข้ามา ทางกรมอุทยานก็จะมีจุดรับฝากไว้ และสามารถรับคืนได้เมื่อเลิกใช้บริการของกรมอุทยาน  สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  และจะเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น   ซึ่งคงต้องขอความร่วมมือนักท่อง เที่ยวให้ช่วยปฏิบัติตามกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับอุทยานแห่งชาติด้วย  เพื่อป้องกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกคนจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผช.ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า การดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในอุทยานถือเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงหลายหน่วยงานให้ความสำคัญในการกำหนดเป็นมาตรการเพื่อป้องกันแก้ไข ปัญหาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ซึ่งข้อมูล จากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ชี้ชัดว่าผลกระทบที่ตามมา 1 ใน 3 ของผู้บาดเจ็บทั้งหมดมีการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 13-15 เมษายน ที่จะถึงนี้ ที่สำคัญเยาวชนยังมีพฤติกรรมการดื่มหนักในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ดังนั้น มาตรการที่ใช้ได้ผลมากที่สุดคือ เรื่องการควบคุมการเข้าถึงโดยเฉพาะด้านราคา การกำหนดภาษีที่สูงทำให้คนซื้อได้น้อยลง รวมถึงการควบคุมการตลาดและโฆษณาซึ่งเป็นการลดแรงกระตุ้นให้บริโภค  ตลอดจนการจำกัดสถานที่ขายหรือดื่มให้เหมาะสม  เช่น การกำหนดมาตรการห้ามนำเข้าห้ามขายเหล้าของกรมอุทยาน

“คนไทยส่วนใหญ่ไม่ดื่มเหล้า เบียร์ มีเพียง 30% เท่านั้นที่เป็นนักดื่ม จึงเชื่อว่าเทศกาลสงกรานต์นี้ประชาชนจำนวนมากรวมถึงชาวต่างชาติจะหลั่งไหล เข้ามาเที่ยวเมืองไทย และเลือกที่จะท่องเที่ยวแหล่งธรรมชาติ และวัฒนธรรมของไทย  ทั้งนี้ผลสำรวจนักท่องเที่ยว 317 คนจาก 28 ประเทศ ของนักศึกษาสื่อสารมวลชนรามคำแหง  ระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ 2552  พบว่าชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทย  มีแรงจูงใจมาจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  35.8 %  วัดวาอาราม  24.3 %  แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม 21 % ซึ่งไม่พบเหตุผลที่เป็นแรงจูงใจจากการดื่มแต่อย่างใด   และเมื่อถามว่าหากมีมาตรการห้ามขายเหล้าช่วงสงกรานต์  นักท่องเที่ยวกว่า 94.63 %  ยังยืนยันที่จะมาเที่ยวเมืองไทย   จึงเทียบเคียงได้กับมาตรการห้ามนำเข้าห้ามขายเหล้าของกรมอุทยานฯ  ซึ่งคงไม่กระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวเช่นกัน” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ด้าน น.ส.ณัสญ์ศยา  วิษณุกรโยธิน คณะทำงานเครือข่ายงดเหล้า จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า  จากการทำงานของทางพื้นที่ขณะนี้พบว่ามีอุทยานแห่งชาติได้มีการติดป้ายห้าม ขายห้ามนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบทุกอุทยาน   ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ถึงมาตรการนี้และให้ความร่วมมือมากขึ้น   ทั้ง นี้จากการเฝ้าระวังอาจเป็นไปได้ว่า ช่วงสงกรานต์จะมีการแอบนำเข้าโดยแฝงไปในภาชนะอื่นเช่น ขวดน้ำพลาสติก  ขวดโออิชิ เป็นต้น  เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งยังต้องการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป ดื่มเพื่อสังสรรค์ แต่หากเจ้าหน้าที่อุทยานมีการจัดการที่ดี  มีมาตรการที่ชัดเจนตามนโยบายของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธ์พืช  เชื่อว่าเทศกาลสงกรานต์นี้ปัญหาที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนักท่อง เที่ยวจะลดลงได้มาก  แต่คงต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นกับการทำความเข้าใจและดูแลนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นผลดีกับนักท่องเที่ยวและธรรมชาติมากกว่าด้วย

“หากนักท่องเที่ยวยังคงฝ่าฝืนโดยการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาใน อุทยาน  อยากให้เริ่มต้นด้วยการตักเตือน  แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆก็ต้องมีความเด็ดขาดตาม สมควร   เพราะเป็นความผิดตามกฎหมาย  และควรมีระบบการจัดเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยว  เพื่อจำแนกและเฝ้าระวังกลุ่มที่เคยกระทำความผิด  ไม่ให้เกิดการทำผิดซ้ำอีก ” นางณัสญ์ศยากล่าว

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์

 

 

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>